Lanna Architecture Center
Faculty of Architecture, Chiang Mai University
Tel: 0 5327 7855, 0 5394 2806-7 Fax: 0 5322 1448


วัฒนธรรมและประเพณี > พฤศจิกายน


ประเพณียี่เป็ง

ประเพณี เดือนยี่ หรือบางทีเรียกกันว่า เดือนยี่เป็ง นับเป็นประเพณีเก่าแก่ของล้านนาไทย ประชาชนนับถือปฎิบัติกันมานับแต่พุทธศตวรรษที่ 14 สมัยอาณาจักรหริภุญชัยได้มีประเพณีเดือนยี่และทำพิธีลอยโขมดแล้ว ในตำนวนเมืองลำพูนกล่าวว่า ชาวเมืองหริภุญชัยได้อพยพหนีอหิวาตกโรคไปอยู่เมืองหงสาวดี ซึ่งมีเชื้อสายมอญด้วยกัน เป็นเวลาหลายปี เมื่อโรคร้ายสงบแล้ว ชาวเมืองลำพูนบางคนก็ย้ายกลับบ้านเมืองเดิมของตน บางคนก็แต่งงานมีครอบครัว เมื่อถึงเดือนยี่เป็งมาถึง ชาวเมืองลำพูนคิดถึงญาติที่อยู่ ณ.เมืองหงสาวดี ก็จะเอาวัตถุข้าวของใส่แพไหลล่องไปตามลำน้ำแม่กวง แม่ทา แม่ปิง โดยคิดว่าสิ่งของเหล่านั้นจะล่องลอยไปถึงญาติที่อยู่เมืองหงสาวดีโพ้น จึงเป็นต้นเหตุแห่งการลอยโขมด หรือลอยกระทงแต่นั้น และประเพณีเดือนยี่ก็มีมาแต่ครั้งกระโน้นแล้ว

ในหนังสือโบราณล้านนาหลายฉบับกล่าวถึงเดือนยี่เป็ง เช่น คำกาพย์ลำดับกัณฑ์มหาชาติกล่าวถึงเดือนยี่เป็ง ตอนหนึ่งว่า “เวสสันตรปริปุณณัง มาเถิงนครกัณฑ์ สุดซ้อยหล้าเดือนยี่เป็ง พระจันทร์เพ็งเปล่งผ้ามณฑลทั่วฟ้า สุกใสวาดยำยวา บัดนี้ข้าจักได้ลำดับลำดากัณฑ์มหาชาติแก้ว หื้อเป็นที่แล้วแห่งนิคมธรรม ฯลฯ”

สมัยอาณาจักรล้านนาไทย ระยะพุทธศักราช 2061 รัชกาลพระเจ้าดิลกปนัดดาธิราช (พระเมืองแก้ว) เทศกาลเดือนยี่เพ็ง เป็นประเพณีใหญ่ ประชาชนพลเมืองทั่วประเทศ มีมหากษัตริย์เป็นประมุข ต่างก็พากันไปนมัสการบูชาพระในอารามทั้งหลาย คราคร่ำไปด้วยผู้คนหนึ่มสาว สนุกสนานมีความสุข เพราะได้ดูชมมหรสพที่เล่นกันเป็นที่พึงพอใจ โคลงนิราศหริภุญชัยกล่าวถึงเดือนยี่เพ็งไว้หลายตอน อันแสดงถึงความนิยมชมชอบของผู้คนสมัยโน้น กวีผู้แต่งตึงนำมาสอดแทรกไว้ในนิราศของตน

รัชนีเพิงพุ่งแจ้ง จวนตะวัน
แสงส่องรังสีจันทร แจ่มฟ้า
ราตรีดุจดูวัน รวีแว่น ยังเอ
สนุกสนันปานด้าวหล้า หล่มหล้มเมทนี

(พระจันทร์ส่องสว่างดังแสดงพระอาทิตย์ แสงสว่างท้องฟ้าเป็นเวลากลางคืนอยู่ แต่ดูเหมือนกลางวัน สนุกสนานประหนึ่งพื้นแผ่นดินจักถล่มหลายลง)

ประเพณีเดือนยี่เพ็ง
พอเริ่มขึ้นหนึ่งค่ำเดือนยี่ ทุดวัดวาอารามในภาคเหนือจะจัดเตรียมสถานที่ปัดกวาดวิหารศาลาให้สะอาดงดงาม แล้วจัดเตรียมสิ่งต่อไปนี้
1. ทำราชวัตรรอบวิหารหรือศาลา และทำประตูป่าหน้าทางเข้าวัด หรือหน้าวิหาร
2. ทำโคมค้าง โคมแขวน โคมหูกระต่าย โคมรังมดส้ม (มดแดง) โคมรูปต่างๆ บางรายทำเป็นรูปเครื่องบิน ทำโคมผัดหรือโคมเวียน
3. ทำว่าวหรือโคมลอย โดยการนำกระดาษมาต่อกันเป็นทรงกลม ทำส่วนหัวและปากโคมลอยให้มีสัดส่วนเท่ากัน ไม่เช่นนั้นโคมลอยจะไม่ลอยขึ้นไป ลักษณะโคมลอยมีหลายแบบ เช่น แบบลูกฟัก แบบกล่องหรือกระติ๊บข้าว แบบรังมดส้ม แล้วแต่ช่างผู้ทำจะเห็นอย่างไร
โคมลอยมีลักษณะการปล่อยเป็น 2 อย่าง คือ โคมที่ใช้ปล่อยตอนกลางวันเรียกว่า ว่าว จะใช้การรมควัน คือ เพิ่มควันเข้าไปในตัวโคมลอยหรือว่าวเรื่อยๆ จนพองตัวมีความดันสูงขึ้นจนตึงมือ แล้วปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า
โคมลอยที่ใช้ปล่อยตอนกลางคืน มีกรรมวิธีเช่นเดียวกันกับโคมว่าวตอนกลางวัน แต่แตกต่างกันที่เขาใช้ท่อนไม้ฟันด้ายเป็นก้อนกลมๆ ชุบด้วยน้ำมันยางหรือน้ำมันขี้โล้อ จนชุ่มแล้วทำที่แขวนติดกับปากโคมลอยเมื่อรมควันจนได้ที่แล้ว เขาจะจุดไฟท่อนผ้าที่เตรียมไว้แล้วผูกติดกับปากโคมลอย ปล่อยขึ้นสู่อากาศ โคมลอยจะลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ และลอยไปตามกระแสลมจะมีลักษณะเป็นดวงไฟ คล้ายดาวเคลื่อนคล้อยไปในเวหาอันเวิ้งว้างน่าดูยิ่งนัก แต่โคมลอยที่ปล่อยกลางคืนนี้เป็นอันตรายต่อทรัพย์สินของผู้อื่นมาก บางครั้งผ้าที่ชุบน้ำมันยังไม่หมดเชื้อ ปรากฎว่าว่าวตกลงมาก่อนจึงเกิดไหม้บ้านเรือน หรือย่านป่าที่แห้งจัด เกิดไฟไหม้ป่าลุกลามไป ดังนั้นโคมลอยที่ใช้ปล่อยตอนกลางคืนจึงขาดความนิยมไป
4. การท่ำบอกไฟ ประกอบด้วยบอกไฟหลายชนิด เช่น บอกไฟดอก (ดอกไม้ไฟ) บอกไฟดาว (พลุ) บอกไฟเทียน บอกไฟขวี (เทียนเล็ก) บอกไฟช้างร้อย บอกไฟจักจ่า บอกไฟท้องตัน บอกไฟขี้หนู งานตำราประตา (ปรอท) เป็นคู่มือในการผสมดินประสิว กำมะถัน (มาด) และถ่านให้ถูกส่วนกัน ทำบอกไฟแต่ละชนิดขึ้นจุดในวันประเพณีเดือนยี่

Author : มณี พยอมยงค์
Reference : มณี พยอมยงค์. 2537. ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. เชียงใหม่ : ส.ทรัพย์การพิมพ์.